เงินเหลือค่อยเก็บ…กับดักที่ทำให้เราไม่เติบโตสักที
เชื่อว่าประโยคนี้คือคำสัญญาคลาสสิกที่เราทุกคนเคยบอกกับตัวเองในวันเงินเดือนออก แต่พอถึงสิ้นเดือนทีไร อย่าว่าแต่เงินลงทุนเลยครับ แค่ประคองให้ถึงวันเงินเดือนออกรอบใหม่ก็หืดขึ้นคอแล้ว
ปลายเดือนมาถึง เปิดดูบัญชีแล้วส่ายหัว เงินเดือนที่รับมาตั้งแต่ต้นเดือน หายไปกับค่าใช้จ่ายประจำ ค่ากิน ค่าเดินทาง บิลต่างๆ และสิ่งที่ จำเป็น อีกสารพัด จนแทบไม่เหลืออะไรให้เก็บ
แล้วก็บอกตัวเองว่า เดือนหน้าจะเริ่มเก็บจริงๆ แต่เดือนหน้าก็เป็นแบบเดิม และเดือนถัดไปก็เช่นกัน
ถ้าเสียงในหัวนั้นคุ้นเคย นั่นไม่ใช่เพราะคุณนิสัยไม่ดีหรือไม่มีวินัย แต่เพราะเราถูกสอนให้คิดกลับด้านมาตลอด การรอให้เงิน "เหลือ" แล้วค่อยเก็บ คือสูตรที่ถูกออกแบบมาให้ล้มเหลวตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
คนส่วนใหญ่จัดการเงินในลำดับนี้
รายได้ → ใช้จ่าย → เก็บสิ่งที่เหลือ
ซึ่งในทางความเป็นจริง สิ่งที่เหลือ มักจะลงเอยอยู่ที่ 0 เสมอ ไม่ใช่เพราะรายได้ไม่พอหาเงินได้น้อย แต่เพราะธรรมชาติของคนเรา รายจ่ายมักจะเติบโตขึ้น จนสุดเพดานของรายได้ที่เรามีอยู่เสมอ
พูดง่ายๆ ก็คือ ต่อให้คุณได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น หรือได้โบนัสก้อนใหญ่แค่ไหน ถ้าคุณยังใช้ Mindset ที่ว่า เหลือแล้วค่อยเก็บ เงินก้อนนั้นก็จะหายไปก่อนสิ้นเดือนอยู่ดี)
เพราะฉะนั้น เราควรที่จะเปลี่ยน Mindset เกี่ยวกับสมการนี้กันก่อน
อย่างแรกคือ 1 Pay Yourself First
จาก
รายได้ → ใช้จ่าย → เก็บสิ่งที่เหลือ
เป็น
รายได้ - ลงทุนหรือเก็บออม → ใช้ในสิ่งที่เหลือ
เมื่อเงินถูกแยกออกไปก่อน สมองเราจะปรับตัวให้ใช้ชีวิตรอดในกรอบเงินที่เหลือได้อย่างอัตโนมัติ ลองนึกภาพของคนๆนึงที่หักเงินตัวเองแค่วันละ 50 บาท (เดือนละ 1,500 บาท) ไปลงทุนอย่างมีวินัย ในธุรกิจชั้นยอดที่เติบโตได้เฉลี่ย 6% ต่อปี เป็นเวลา 30 ปี เงินก้อนนี้จะเติบโตกว่า 1.5 ล้านบาท ทั้งที่ลงทุนในเงินต้นไปแค่ 540,000 บาท ส่วนต่างกว่า 9 แสนบาท คือผลของการปล่อยให้เงินทำงานแทนเราอย่างสม่ำเสมอ
อย่างที่ 2 คือ ไม่มีคำว่า น้อยเกินไป สำหรับการเริ่มต้น
อุปสรรคที่ทำให้หลายคนไม่ยอมเริ่มสักที ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะคิดว่า เดือนละ 500 หรือ 1,000 บาท จะไปรวยอะไร รอมีเงินก้อนค่อยเริ่มดีกว่า แต่ในโลกของการลงทุน เวลา มีค่าแพงกว่า เงินก้อน เสมอ ลองดูตัวอย่างคลาสสิกของคน 2 คน ต่างกันแค่ "จังหวะที่เริ่ม" ครับ
(สมมุติผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้จากการลงทุน 7% ต่อปี)
คนแรก (เริ่มเลย) ทยอยสะสมเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี ทำไปแค่ 10 ปี แล้วหยุดเติมเงินจากนั้นปล่อยให้เงินเติบโตไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 55 ปี ผลจากการลงทุนคนๆนี้จะมีเงินเกือบ 7 แสนบาท (664,038 บาท)
คนที่สอง (รอก่อน) รอจนรู้สึกว่าพร้อมตอนอายุ 35 ปี แล้วค่อยเริ่มลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ทำต่อเนื่องไม่หยุดไปจนถึงอายุ 55 ปี ผลจากการลงทุนของเขาจะเติบโตไปแตะที่ประมาณ 5.1 แสนบาท

ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากความโชคดี หรือการเลือกสินทรัพย์เก่งกว่า แต่เกิดจากตัวแปรเดียวที่ทั้งสองคนมีไม่เท่ากัน นั่นคือ เวลา ที่ให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงาน 10 ปีแรกของคนแรก สร้างฐานที่ใหญ่พอที่จะเติบโตต่อไปเองอีก 20 ปี โดยไม่ต้องเติมเงินเพิ่มอีกเลย
เริ่มด้วยเงิน 1,000 บาทในวันนี้ ยังไงก็ชนะการรอเริ่มด้วยเงินหมื่นในอีก หลายปีข้างหน้า
เพราะสิ่งที่เงินซื้อคืนไม่ได้ คือ เวลา นั่นเองครับ
การเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่การนั่งรอให้มีเงินเพิ่มขึ้น เลิกนิสัย ใช้ก่อนเหลือค่อยเก็บ แม้จะเป็นเงินเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าขนาดของเงินต้น คือ ความสม่ำเสมอ ปล่อยให้กิจการที่แข็งแกร่งและเวลา ทำหน้าที่สร้างผลกำไรทบต้นแทนคุณ อย่ารอให้พร้อม มีแต่คนที่ เริ่มลงมือทำ ที่จะได้ผลลัพธ์
*ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลยกตัวอย่าง เพื่ออธิบายแนวคิดการออมและการลงทุนเท่านั้น ผลตอบแทนจริงอาจแตกต่างไปตามประเภทสินทรัพย์และสภาวะตลาด และผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
แชร์ :
