เมื่อเกิดวิกฤต แต่ทำไมเศรษฐกิจยังกลับมาเติบโตได้

29/04/2569
เมื่อเกิดวิกฤต แต่ทำไมเศรษฐกิจยังกลับมาเติบโตได้

            ในทุกครั้งที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ในระยะสั้นเศรษฐกิจอาจเกิดการถดถอย แต่ในทุกครั้งที่เศรษฐกิจฟื้นตัว มักมีนวัตกรรมและสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นควบคู่ไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะการพัฒนาและการเติบโตของเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ในระยาว การเติบโตทางเศรษฐกิจยังมีความสำคัญอย่างมาก โดยนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าการที่เศรษฐกิจเติบโตตลอดเวลาเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

 

ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าวิกฤตมาแล้วก็ไป

 

            ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีวิกฤตเกิดขึ้นในหลายรูปแบบและแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โลกมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง Great Depression เกิดขึ้นในปี 1929 ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่วิกฤตที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศไทยอย่าง Asian Financial Crisis ในปี 1997 แสดงให้เห็นว่า ภายหลังวิกฤตเหล่านี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น

 

            หากมองเศรษฐกิจในภาพรวมตั้งแต่ปี 1960 มาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่า GDP โลกที่ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว เติบโตจากประมาณ 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นมากกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้เห็นว่าแม้โลกจะเผชิญวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ภาพรวมในระยะยาวมีแนวโน้มการเติบโตและเป็นขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

 

“นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

“คำถามคือ ทำไม”

  

ความต้องการของมนุษย์ไม่เคยหายไป

            ต้องยอมรับว่ามนุษย์ยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไป ทำให้ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไม่เคยหมดลง นอกจากนี้มนุษย์ยังคงต้องการความสะดวกสบายและความบันเทิงอยู่เสมอ ความต้องการเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจยังคงเติบโตเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่สิ้นสุด ในขณะเดียวกันความต้องการเหล่านี้ทำให้เกิดสิ่งใหม่ที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ แม้แต่ในตอนที่เกิดวิกฤตที่ส่งผลให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก เศรษฐกิจอาจไม่กลับมาเป็นแบบเดิม แต่ความต้องการของมนุษย์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเติบโตในรูปแบบใหม่

 

            อย่างในปัจจุบันโลกต้องปรับตัวกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนาก็กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะเดียวกันประชากรเหล่านี้ยังคงต้องมีความต้องการในการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งของอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยังต้องมีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้การเดินทางยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเมื่อทุกครั้งที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม ความต้องการเหล่านี้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ช่วยทั้งพยุงเศรษฐกิจเอาไว้และในขณะเดียวกันก็เป์็นผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

 

 

รัฐบาลและธนาคารยังคงมีบทบาทอยู่เสมอ

            ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลและธนาคารมีบทบาทอย่างมากเมื่อเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรัฐบาลและธนาคารกลางมักจะพยายามรับมือด้วยนโยบายต่างๆที่เหมาะสมที่สุดเพื่อรับมือกับสถาการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกกเบี้ย การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ รวมทั้งมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การค้ำประกันเสถียรภาพของสถาบันการเงิน

 

            “การรับมือกับวิกฤตในอดีต จะเป็นบทเรียนสู่ปัจจุบัน”

 

            ในทุกครั้งที่เกิดวิกฤตมนุษย์ไม่ได้ทำแค่การรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีตและพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองกับสถาการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดจากการตอบสนองต่อสถาการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งธนาคารกลางทั่วโลกสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นเมื่อเทียบกับวิกฤตการเงินในปี 2008

 

            อย่างประเทศไทยหลังจากเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 ประเทศไทยได้ปฎิรูปภาคการเงินทั้งระบบ และได้มีการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บสท.) เพื่อจัดการหนี้เสียและคุมเข้มเรื่องการปล่อยสินเชื่อ ต่อมาหลังจากวิกฤตการเงิน 2008 ระบบการเงินโลกได้การยกระดับกฎเกณฑ์ด้านสเถียรภาพ โดยเกิดมาตราฐาน Basel III ที่กำหนดให้ธนาคารต้องมีเงินกองทุนมากขึ้น รวมทั้งมี Stress test และหลังวิกฤ COVID-19 ระบบสาธารณะสุขทั้วโลกถูกยกระดับ ภาคธุรกิจมีการปรับตัว ห่วงโซ่อุปทานมีการกระจายความเสี่ยง รูปแบบการทำงานทางไกลกลายเป็นมตราฐานใหม่และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

 

ความน่าสนใจของแนวคิด “Creative Destruction”

 

           หนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจที่มาช่วยในการอธิบายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือแนวคิด Creative Destruction ที่ถูกเสนอขึ้นโดย Joseph Schumpeter ซึ่งแนวคิดนี้อธิบายว่าวิกฤตทำลายสิ่งที่ไม่มีประสิธิภาพออกจากระบบ เพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเข้ามาแทนที่ ธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพหรืออ่อนแอจะหายไปจากระบบ ทรัพยากรจะถูกจัดสรรใหม่ไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพมากกว่า จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามีบททบาทในชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด

 

 

           สุดท้ายแล้ว แม้ว่าวิกฤตจะทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักชั่วคราวในระยะสั้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตในรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการเติบโตเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน โดยมีส่วนช่วยในการทำให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาว ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

 

“แม้จะเกิดวิกฤตในรูปแบบใดก็ตาม แต่เศรษฐกิจจำเป็นต้องเติบโต”

“เพราะมนุษย์ยังคงต้องดำรงชีวิตต่อไป”

 

แชร์ :

021-251-269

Facebook

Line

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด นโยบายการใช้คุกกี้